กรุงไทยการไฟฟ้า
 
 
HOME > FOOD STYLIST BLOGS
Blogger Image
WEE Nutritionist
Latest Entry - on 4/20/2012 11:28:06 AM
WEE Nutritionist's Blog
Previous  1 2 3 4 5...9 Next
Posted - on 9/16/2016 3:21:40 PM
ราดหน้า 1
ราดหน้า 2
ราดหน้า 3
ราดหน้า 4
         วันนี้สาวโภชนากร SHARP WEE CLUB จะขอสวมบทนักวิทยาศาสตร์อาหารซักวันนะคะ เพื่อนๆ เคยสงสัยมั๊ยคะ ว่าน้ำราดหน้าที่ขายทั่วไป หรือที่เราทำกินเองที่บ้าน ทำไมจึงมีลักษณะเหนียว ข้น หนืด (ที่มาของคำตอบต้องเกิดจากการตั้งข้อสงสัยจริงมั๊ยคะ) ถ้าอยากรู้ตามสาวโภชนากร SHARP WEE CLUB มาได้เลยค่ะ
 
         การเหนียว ข้น หนืด ของน้ำราดหน้าเกิดจากการบวมของเม็ดแป้ง ที่เรานำแป้งไปผสมกับน้ำให้ละลายเข้ากัน แล้วเทอย่างเร็วลงในน้ำซุปเดือดๆ เมื่อเม็ดแป้งได้รับความร้อนจึงทำให้โครงสร้างของเม็ดแป้งคลายตัวออก อุ้มน้ำได้ดี เกาะตัวกันเป็นเจลใส และมีลักษณะเหนียว ข้น หนืด กระบวนการนี้ทางวิทยาศาสตร์อาหารเรียกว่า เจลาติไนเซชัน (Gelatinization) ค่ะ และเพื่อนๆ เคยสงสัยมั๊ยคะ ว่าทำไมน้ำราดหน้าที่เราทานไปสักพัก คลุกไป คลุกมา จนราดหน้าเริ่มเย็น น้ำซุปจะมีลักษณะเป็นน้ำเหลวๆ สำหรับกระบวนการนี้ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า รีโทรเกรเดชัน (Retrogradation) หรือการคืนตัวของเม็ดแป้ง เกิดขึ้นจากเม็ดแป้งที่ผ่านความร้อน จนเกิดการเจลาติไนเซชั่น (Gelatinization) ภายในโครงสร้างมาแล้ว และปล่อยให้เย็นตัวลงนั่นเองค่ะ
 
         ส่วนชนิดของแป้งที่นิยมนำมาใช้ทำน้ำราดหน้า ก็คือแป้งข้าวโพด เพราะแป้งข้าวโพดมีคุณสมบัติคืนตัวช้า และนอกจากอุณหภูมิที่มีผลต่อการพองตัว และคืนตัวของน้ำราดหน้าแล้ว ส่วนผสมอื่นๆ ที่เป็นส่วนประกอบในน้ำราดหน้า เช่น เกลือ น้ำตาล น้ำส้มสายชู และวัตถุเจือปนอาหารต่างๆ ก็ส่งผลต่อความเหนียว ข้น หนืด ของน้ำราดหน้าอีกด้วย 
 
         ทานราดหน้าครั้งต่อไปเพื่อนๆ SHARP WEE CLUB ก็ไม่ต้องสงสัยแล้วนะคะ ว่าน้ำเหนียวๆ ข้นๆหนืดๆ เกิดขึ้นได้อย่างไร (บางครั้งก็กลายเป็นน้ำเหลว บางครั้งก็เหนียวซะ) สาวโภชนากร SHARP WEE CLUB มาไขข้อข้องใจให้แล้วนะคะ
Posted - on 5/25/2016 2:55:31 PM
01
02
03
04
         ห่างหายกันไปนานไม่รู้ว่าเพื่อนๆ SHARP WEE CLUB จะคิดถึงสาวโภชนากรกันบ้างหรือป่าวนะ? หรือว่าแบ่งใจไปให้ Blogger หนุ่มคนใหม่ “เชฟบุ๊ค” ของเราหมดแล้ว แต่ไม่เป็นไรเพื่อเป็นการแก้ตัวที่ห่างหายไปนาน เรามีเรื่องที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ชอบทานเนื้อวัวมาฝากกันค่ะ
 
         เนื้อวัวแต่ละส่วนต่างมีจุดเด่น จุดด้อย และความอร่อยแตกต่างกันไปค่ะ รวมไปถึงยังเหมาะกับการทำอาหารแต่ละประเภทไม่เหมือนกันอีกด้วย โดยทั่วไปเราจะแบ่งเนื้อวัวตามความนุ่มเป็นหลัก เริ่มจากเนื้อส่วนที่นุ่มที่สุดและอร่อยที่สุด นั่นก็คือ ส่วนหลังของวัว (Short Loin) เป็นส่วนที่วัวเคลื่อนไหวน้อยที่สุดเนื้อจึงนุ่มสุดๆ เหมาะกับการนำมาทำเป็นสเต็กมากๆ ค่ะ ซึ่งส่วนหลังวัวนี้จะประกอบไปด้วย เนื้อสันนอก เซอร์ลอยด์ (Sirloin) ที่นิยมกินแบบติดกระดูก หรือจะเป็นเนื้อสันนอก (Top sirloin) ที่มีความนุ่มอร่อยเป็นพิเศษ ส่วนเนื้อสันใน (Tenderloin) เป็นส่วนที่มีไขมันน้อยจนแทบจะไม่มีไขมันเลยแต่ก็ยังคงความนุ่มอยู่ดี
 
          เมื่อมีเนื้อสันใน สันนอก ก็มีเนื้อสันกลาง (Rib) จะมีความ นุ่ม ฉ่ำกว่าเนื้อสันนอก เพราะมีไขมันบางๆ แทรกอยู่  หากติดกระดูกจะเรียกว่า (Rib set) หากเลาะกระดูก และเอ็นออกจะเหลือเนื้อที่เรียกว่า (Rib eye) นั่นเองค่ะ ซึ่งจะนิยมนำไปทำสเต็กอีกเช่นกันเพราะเนื้อนุ่มรสชาติดี 
 
         ส่วนต่อไป คือเนื้อที่มีความนุ่มระดับกลาง อย่างเนื้อส่วนโคนขา สะโพก (Round หรือ Rump) เเละเนื้อส่วนหัวไหล่ (Chuck) ซึ่งเนื้อประเภทนี้จะหนามีไขมันน้อย ค่อนข้างเหนียว จึงนิยมไปทำเมนูต้มตุ๋น  หรือบดสำหรับทำเนื้อเบอร์เกอร์
 
         ส่วนสุดท้ายเป็นเนื้อส่วนที่นุ่มน้อยที่สุดจะอยู่บริเวณช่วงกลางลำตัว ได้แก่ เนื้อส่วนท้อง (Flank) เนื้อส่วนอก (Short plate) เนื้อส่วนหน้าขา (Shank) เนื้อส่วนขาหน้า (Brisket) และสุดท้ายเนื้อส่วนคอ (Neck) เนื้อเหล่านี้จะเหนียวที่สุดจึงเหมาะที่จะนำมาทำเมนู ต้ม ตุ๋น ทำเนื้อบด และต้มน้ำสต็อก
 
         หลังจากอ่านจบเพื่อนๆ SHAPR WEE CLUB น่าจะพอมีไอเดียที่จะกลับไปปรุงอาหารเมนูเนื้อกันแล้วใช่ไหมคะ ตอนหน้าสาวโภชนากร SHARP WEE CLUB จะนำเรื่องราวดีๆ อะไรมาฝากอีกอย่าลืมเข้ามาติดตามกันนะคะ
 
Posted - on 3/9/2016 9:21:25 AM
01
02
03
04
         นอกจากอาหารสไตล์ Clean Food เพื่อนๆ SHARP WEE CLUB ทราบหรือไม่ว่ากระแสการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพยังมีอีกหลากหลายแนวทาง ที่ใกล้ตัวพวกเรา และยังมีประโยชน์ต่อผู้บริโภคอีกหลากหลายเทรนด์ โภชนากร SHARP WEE CLUB มีความรู้ดีๆ มาฝากค่ะ
 
         Clean Food คงไม่มีใครไม่รู้จัก สำหรับคลีนฟู้ด แนวอาหารเพื่อสุขภาพที่ผู้คนให้ความสนใจมากที่สุด เป็นหนึ่งในอาหารที่ช่วยควบคุมน้ำหนัก มีวิธีในการเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงแต่งรสชาติน้อยที่สุดหรืออาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูปเลย
 
         Green Food อาหารฉลากเขียวซึ่งเกิดจากผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างแบรนด์ตัวเองให้ดูเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มต้นจากการทำเกษตรกรรมที่ต้องปลอดสารพิษ ก่อนจัดส่งไปโรงงาน และกระบวนผลิตก็ยังต้องงดการใช้ส่วนประกอบที่เป็นพลาสติกเข้ามาเกี่ยวข้อง ใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมย่อยสลายได้ง่ายอีกด้วย
 
         Raw Food จัดเป็นอาหารสุขภาพที่มีแนวทางเดียวกันกับ Clean Food แต่ Raw Food จะเลือกวัตถุดิบที่มาจากพืชผัก-ผลไม้เป็นส่วนใหญ่ อย่างเช่นต้นอ่อนของเมล็ดพืชต่างๆ ด้วย แต่ข้อสำสัญคือต้องไม่ปรุงแต่งด้วยแป้งหรือน้ำตาล รวมถึงวิธีการปลูกก็ต้องปราศจากสารเคมีด้วย
 
         Functional Food ชื่ออาจจะไม่คุ้นหูมากนัก พบได้ในกลุ่มของผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มต่างๆ โดยการเพิ่มสารอาหารที่มีประโยชน์ลงไปในอาหารเพื่อช่วยเพิ่มประโยชน์ให้กับร่างกาย เช่น การเพิ่มคอลลาเจนลงในเครื่องดื่มน้ำผลไม้  การเพิ่มวิตามินบีลงในขนมปังพร้อมรับประทาน เป็นต้น 
 
         สุดท้ายแล้วจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพแนวไหน ก็ต้องทานอย่างพอดี และออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีด้วยนะคะ
 
Posted - on 2/19/2016 11:55:28 AM
01
02
03
04
         วันนี้โภชนากรจาก SHARP WEE CLUB จะมาเล่าประวัติศาสตร์ขนมไทยให้เพื่อนๆ ที่รักการทานขนมไทย แต่ไม่เคยรู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้วขนมไทยนั้นมีความเป็นมาอย่างไร ขนมไทยนั้นมีมานานแล้วตั้งแต่ประเทศไทยยังเป็นถูกเรียกชื่อว่าสยามประเทศ ซึ่งสมัยนั้นสยามได้มีการติดต่อ ค้าขายกับต่างชาติโดยการแลกเปลี่ยนสิ่งของ อาหาร รวมไปถึงวัฒนธรรมการกิน ขนมไทยในยุคแรกๆ เป็นเพียงการนำข้าวไปตำหรือโม่ให้ได้แป้ง และนำไปผสมกับน้ำตาล หรือมะพร้าว เพื่อทำเป็นขนม แต่หลังจากการติดต่อค้าขายกับต่างชาติวัฒนธรรมด้านอาหารของต่างชาติก็เข้ามามีอิทธิพลกับอาหารไทยมากขึ้น ขนมไทยจึงมีการพัฒนาขึ้นในหลายด้านทั้งรสชาติ รูปทรง และส่วนผสม ยุคที่ขนมไทยมีความหลากหลายและเฟื่องฟูที่สุดคือ ช่วงที่สตรีชาวโปรตุเกส Marie Gimard (มารี กีมาร์ เดอพิน่า) ได้สมรสกับเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ จนได้รับการแต่งตั้งเป็น ท้าวผู้หญิงวิชาเยนทร์ ต่อมาได้บรรดาศักดิ์เป็น "ท้าวทองกีบม้า" โดยได้เข้ารับราชการในพระราชวัง ในตำแหน่ง "หัวหน้าห้องเครื่องต้น" สันนิษฐานว่าชื่อตำแหน่ง “ทองกีบม้า” น่าจะเพี้ยนมาจากชื่อ "ตองกีมาร์" นั่นเอง ระหว่างที่รับราชการอยู่นั้น ท้าวทองกีบม้าได้สอนการทำขนมหวานตำรับของชาวโปรตุเกสแก่บ่าวไพร่ ขนมเหล่านั้นได้แก่ทองหยอด ทองหยิบ ฝอยทอง สังขยา หม้อแกง ฯลฯ ซึ่งมีไข่เป็นส่วนผสมสำคัญ ต่อมามีการเผยแพร่สอนต่อกันมาจนขนมของ “ท้าวทองกีบม้า” เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป จึงมีคนยกย่องท้าว “ทองกีบม้า” ให้เป็น "ราชินีขนมไทย"
 
Posted - on 2/10/2016 9:32:50 AM
01
02
03
04
         ก่อนอื่นโภชนากร SHARP WEE CLUB ขอเริ่มจากการอธิบายส่วนประกอบทางเคมีของไข่ก่อนนะคะ ไข่ประกอบไปด้วย น้ำ โปรตีน ไขมัน น้ำตาล และเกลือแร่ องค์ประกอบต่างๆ มีคุณสมบัติและหน้าที่แตกต่างกันไป น้ำจากไข่ช่วยทำให้ขนมอร่อยในไข่มีน้ำอยู่ถึงร้อยละ 75 ระหว่างไข่แดง กับไข่ขาว ในไข่ขาวจะมีส่วนประกอบของน้ำอยู่มากกว่าไข่แดง ฉะนั้นต้องคำนึงถึงคุณสมบัติการนำมาปรับใช้เพื่อให้ได้ขนมที่อร่อยตามต้องการ โปรตีนในไข่ช่วยทำให้ขนม...ฟู...หนา...นุ่ม ถ้าขาดไข่ไปขนมจะไม่ขึ้นฟู ไม่น่ารับประทาน 
 
         ไข่ขาว มีโปรตีนที่สำคัญที่ช่วยในการเก็บ และอุ้มอากาศเอาไว้จึงทำให้ขนมของเรามีความ ฟู นุ่ม น่ารับประทานหลังจากการอบ และที่สำคัญต้องเลือกใช้ไข่ที่สดใหม่จะทำให้ได้โปiตีนที่มีคุณภาพดีที่ทำให้เวลาเราตีจะได้ไข่ขาวที่ขึ้นฟูคงทนไม่ยุบตัวได้ง่ายอีกด้วย 
 
         ไข่แดง ด้วยความที่ในไข่แดงมีไขมันอยู่มาก จึงช่วยให้ขนมของเราอยู่ตัวไม่แยกชั้น ไขมันในไข่แดงยังมีคุณสมบัติทำให้ขนมมีลักณณะ นุ่ม และชุ่มน้ำ จะเห็นได้ชัดในการทำเบเกอรี่ จำพวกเค้กเนยต่างๆ 
นอกจากไข่จะมีหน้าที่สำคัญในการทำให้เบเกอรี่ของเราอบออกมา นุ่ม ฟู น่ากิน แล้วไข่ยังมีคุณสมบัติพิเศษทำให้ขนมอยู่ตัว ให้กลิ่น ให้รสชาติ และสีสันที่ดีแก่ขนม เช่นการนำไข่มาทาผิวหน้าของขนมให้ดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น จะเห็นได้ว่าหากเรานำไข่มาทำในกรรมวิธีที่เหมาะสมก็จะได้ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ที่ดี ปริมาตร ความนุ่มตามที่เราต้องการค่ะ
 
Posted - on 11/10/2015 11:44:19 AM
01
02
03
04
         ถ้าพูดถึงเต้าหู้เย็น  คงไม่มีใครไม่รู้จักใช่ไหมคะ??  ขนมหวานหน้าตาแปลกใหม่กลายเป็นเมนูฮิตบนโลกโซเชียล ที่เพื่อนๆ หลายคนหัดทำแบบ Home made เพราะสูตรและวิธีการทำไม่ยุ่งยาก แต่การที่จะทำให้ก้อนเต้าหู้นั้นเด้งดึ้งดั๋ง  ต้องอาศัยผงวุ้นและเจลาตินเป็นผู้ช่วยสำคัญ คราวนี้มาทำความรู้จักกับผู้ช่วยตัวสำคัญแบบเจาะลึกกันดีกว่า ว่ามีที่มาอย่างไร
 
         วุ้นผง หรือ Agar จัดเป็นคาร์โบไฮเดรตประเภทหนึ่ง สกัดจากสาหร่ายหรือจุลินทรีย์ประเภทต่างๆ  จึงมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป  เช่น คาราจีแนน หรือ กัม ส่วนวิธีการสกัดให้ได้วุ้นผงนั้นค่อนข้างซับซ้อน  วุ้นผงจะทำงานและละลายในน้ำเดือด เป็นของเหลวใส สามารถแข็งตัวได้ในอุณหภูมิห้องปกติ เมื่อแข็งตัวจะมีลักษณะกรอบ แข็ง  
         เจลาติน เป็นโปรตีนที่เกิดจากการสลายคอลลาเจนด้วยกรดหรือด่าง ซึ่งคอลลาเจนจะมาจากกระดูกและหนังของสัตว์  เจลาตินจะละลายเป็นของเหลวหนืด ในน้ำอุณหภูมิประมาณ 32 ◦C และจะเซ็ทตัว  ยืดหยุ่นได้ดีในที่เย็น อย่างช่องแช่เย็น หากนำออกจากที่เย็นเจลาตินจะคืนตัวและเสียสภาพไป
 
         เพื่อนๆ พอจะทราบที่มาของความเด้งดึ๋งดั๋ง และวิธีการนำไปใช้ปรุงอาหารของวุ้นผงและเจลาติน เบื่องต้นกันแล้ว จะได้มีตัวเลือกไว้ปรุงใช้ผู้ช่วยทำอาหารได้ถูกต้อง
 
Posted - on 10/19/2015 11:10:01 AM
01
02
03
04
         ในตอนที่แล้วโภชนากร SHARP WEE CLUB ได้พูดถึงประวัติความเป็นมาของเต้าหู้ รวมไปถึงประโยชน์ของเต้าหู้กันไปแล้ว และตามที่ได้สัญญากันเอาไว้ว่าเราจะมาพูดถึงเรื่องชนิดของเต้าหู้กันต่อในตอนนี้มาเริ่มกันเลยดีกว่า 
 
  • เต้าหู้ชนิดอ่อน
  1. เต้าหู้ชนิดเหลืองนิ่ม เนื้อเนียนไม่แข็งเท่าเต้าหู้ขาวแข็ง เมื่อตกตะกอนแล้วนำมาใส่ผ้าขาวบางห่อในบล็อกให้เป็นก้อนแล้วนำไปต้ม ใส่ขมิ้นให้ได้สีเหลือง คุณสมบัติเด่นของเต้าหู้เหลืองนิ่มคือ เมื่อนำไปทอดแล้วจะทำให้ได้เต้าหู้ที่กรอบนอกนุ่มใน เต้าหู้ชนิดนี้เหมาะที่จะนำไปผัดกับกุยช่ายขาว ทอดจิ้มน้ำจิ้มเปรี้ยวหวาน ทอดกินกับน้ำพริกกะปิหรือทอดจิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ดก็ได้
  2. เต้าหู้ชนิดขาวอ่อน ลักษณะอ่อนนุ่มกว่าเต้าหู้เหลืองนิ่ม กรรมวิธีการผลิตเหมือนกับเต้าหู้เหลืองนิ่มจะต่างกันเพียงเวลาในการทำน้อยกว่า เต้าหู้ชนิดนี้นิยมนำไปทำเป็นแกงจืด เต้าหู้นึ่งหรือสเต๊กเต้าหู้
  3. เต้าหู้ชนิดห่อผ้า วิธีการทำเหมือนกับเต้าหู้ชนิดขาวอ่อน ต่างกันเพียงการบรรจุหีบห่อที่นำมาห่อผ้าแล้วมัดทำให้แข็งและคงรูปร่างได้ดีมากขึ้นเมื่อนำไปทำอาหาร ส่วนใหญ่จะนำไปทำเต้าหู้ทรงเครื่องหรือแกงจืด
  • เต้าหู้ชนิดแข็ง
  1. เต้าหู้ชนิดขาวแข็ง ทำจากน้ำเต้าหู้ผสมกับดีเกลือ (แมกนีเซียมซัลเฟต) ที่ช่วยทำให้เกิดการตกตะกอนเมื่อตกตะกอนแล้วจึงนำไปใส่ในผ้าขาวที่ปูอยู่ในบล็อก พอสะเด็ดน้ำแล้วจึงห่อให้เป็นก้อนแล้วทำให้สะเด็ดน้ำอีกครั้งก็จะได้เป็นเต้าหู้ขาวแข็ง
  2. เต้าหู้ชนิดเหลืองแข็ง นำเต้าหู้ขาวแข็งไปหมักในเกลือแล้วจึงนำไปต้ม พร้อมทั้งใส่ขมิ้นให้เป็นสีเหลืองเคลือบบริเวณผิวของเต้าหู้ทำให้เนื้อเต้าหู้ชนิดนี้แข็งและมีความยืดหยุ่นกว่าชนิดขาวแข็ง ส่วนใหญ่นำไปทำผัดไทย หมี่กะทิ ผัดถั่วงอก ผัดขลุกขลิกน้ำพริกเผาหรือนำไปผสมเป็นเครื่องก๋วยเตี๋ยวหลอด
  3. เต้าหู้ชนิดทอด มีส่วนประกอบคล้ายกับเต้าหู้ขาวแข็งแต่มีสัดส่วนและเทคนิคที่แตกต่างกัน เนื้อสัมผัสที่ได้จากเต้าหู้ชนิดนี้มีความอ่อนนุ่มกว่าเต้าหู้ขาวแข็ง เมื่อนำไปทอดแล้วจะพองตัวมากกว่าและภายในจะมีเนื้อเต้าหู้อยู่ไม่พองหรือกลวง โดยมากจะใส่ในอาหาร เช่น ต้มพะโล้ ต้มผัดจับฉ่าย แกงต่างๆ และลูกชิ้นแคะ
  4. เต้าหู้ชนิดซีอิ๊วดำ เต้าหู้ชนิดเหลืองแข็งไปเคี่ยวกับซีอิ๊วดำและเครื่องเทศสมุนไพรต่างๆ เพื่อให้เกิดกลิ่นหอมและรสชาติที่แตกต่างโดยใส่น้ำตาลทรายแดงทำให้มีรสชาติที่กลมกล่อมสามารถเก็บไว้ได้นานกว่าเต้าหู้ชนิดอื่นๆ เพราะมีความชื้นน้อย ถ้าเก็บใส่ช่องฟรีซจะเก็บไว้ได้นานหลายเดือน นิยมนำไปยำกับเกี้ยมไฉ่ ผัดกับดอกกุยช่าย ใส่ในอาหารเจแทนเนื้อหมูในพะโล้เจหรือทานเป็นอาหารว่างก็ได้
  • ต้าหู้หลอด เป็นเต้าหู้เนื้อนิ่มมีสองชนิดคือ ชนิดที่ทำมาจากถั่วเหลืองล้วนและชนิดที่ทำจากไข่ไก่ (เรียกว่าเต้าหู้ไข่ซึ่งไม่มีส่วนผสมของถั่วเหลืองแต่อย่างใด) นิยมนำมาใส่ในแกงจืด สุกียากี้ ทำเต้าหู้อบ เต้าหู้ตุ๋นหรือนำมาคลุกกับแป้งข้าวโพดแล้วทอด
  • เต้าหู้พวงเป็นเต้าหู้หั่นเป็นชิ้นแล้วทอด ร้อยเชือกขายเป็นพวงใช้ใส่ในก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟและพะโล้

 

TIP : วิธีเลือกซื้อเต้าหู้ ทดสอบว่าเต้าหู้ยี่ห้อนั้นใส่สารกันบูดหรือไม่ โดยการนำมาวางไว้ที่อุณหภูมิห้องหนึ่งวันถ้าเสียแสดงว่าไม่ใส่สารกันบูด 1. ต้องไม่มีเหงื่อหรือน้ำขุ่นขาวซึมออกมาจากเต้าหู้ 2. เมื่อดมดูแล้วต้องไม่มีกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นเปรี้ยว 3. สีใกล้เคียงกันทั้งก้อนไม่คล้ำและไม่มีจุดด่างดำ
 
Posted - on 10/14/2015 2:58:37 PM
01
02
03

         ในช่วงฤดูกาลกินเจแบบนี้โภชนากร SHARP WEE CLUB ย่อมไม่พลาดที่จะนำเรื่องราวเกี่ยวกับอาหารเจมาฝากเพื่อนๆ แน่นอนถ้าให้นึกถึงวัตถุดิบหลักชนิดหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นวัตถุดิบหลักของอาหารเจเพื่อนๆ จะนึกถึงอะไร สำหรับโภชนากร SHARP WEE CLUB นึกถึงเต้าหู้เป็นวัตถุดิบแรกเลยค่ะ ดังนั้นก่อนที่เราจะทำอาหารจากเต้าหู้เรามารู้ประวัติของเต้าหู้กันก่อนดีกว่า เต้าหู้แรกเกิดขึ้นในประเทศจีน เล่าขานกันว่า เจ้าชายหลิวอัน (พระนัดดาของจักรพรรดิหลิวปัง กษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์ฮั่น) สั่งให้พ่อครัวบดถั่วเหลืองเป็นผงแล้วนำไปต้มเป็นน้ำซุปด้วยเกรงว่ารสจะจืดเกินไป จึงโปรดให้พ่อครัวเติมเกลือลงไปปรุงรส เพื่อถวายพระมารดาซึ่งประชวรหนักจนไม่มีแรงที่จะเคี้ยวอาหารได้ น้ำซุปถั่วเหลืองนั้นค่อยๆ จับตัวข้นเป็นก้อนสีขาวนุ่มๆ เมื่อพระมารดาเสวยแล้วก็ชื่นชอบเป็นอย่างมาก เจ้าชายจึงให้เหล่าพ่อครัวค้นหาสาเหตุ จึงพบว่าเกลือบางชนิดมีผลทำให้ผงถั่วเหลืองผสมน้ำเกิดการเกาะตัวขึ้นเป็นเต้าหู้

         เต้าหู้เป็นผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองซึ่งให้คุณค่าทางโภชนาการสูงโดยเฉพาะโปรตีน ซึ่งให้โปรตีนมากกว่าเนื้อสัตว์บางชนิดถึง สองเท่าในปริมาณที่เท่ากันและมีราคาถูกอีกด้วย เต้าหู้ยังเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ไม่มีคอเลสเตอรอล โดยตัววัตถุดิบถั่วเหลืองยังมีสาร เลซิติน ซึ่งมีผลในการลดไขมันและช่วยสงเสริมการทำงานของระบบประสาทที่เกี่ยวกับความทรงจำ และฮอร์โมนจากพืช ไฟโตเอสโทรเจน ที่มีการวิจัยพบว่ามีผลในการป้องกันมะเร็งและมีผลดีต่อผู้หญิงวัยทองคือช่วยชะลอภาวะหมดประจำเดือนและลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม
 
         เต้าหู้นี่มากไปด้วยคุณประโยชน์เพื่อนๆ คิดเหมือนกันไหมคะ ไว้ตอนหน้าโภชนากร SHARP WEE CLUB จะมานำเสนอชนิดของเต้าหู้ให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกัน แต่ที่ลืมไม่ได้เลยก็คือในหน้า LIFESTYLE RECIPES ตอนนี้มีสูตรเมนูอาหารเจแสนอร่อยมาให้เพื่อนๆ ได้เอาสูตรไปทำตามกันได้ไม่ยากค่ะ
 
Previous  1 2 3 4 5...9 Next
 
 
Passion for fruit
Theme Decoration